ข้ามไปยังเนื้อหา
ความรู้ QR

บาร์โค้ด กับ QR Code ต่างกันยังไง ใช้อันไหนดี

เทียบบาร์โค้ด กับ QR Code ว่าต่างกันตรงไหน เก็บข้อมูลได้เท่าไหร่ ต้องขอเลขจากใคร และร้านเล็กที่ติดสติกเกอร์บนสินค้าเองควรเลือกแบบไหน

เจ้าของร้านที่กำลังจะทำสติกเกอร์ติดสินค้าเองมักติดอยู่ตรงคำถามเดียวกัน คือจะใช้แถบขีดดำแบบที่เห็นบนซองขนม หรือใช้ตารางจุดสี่เหลี่ยมแบบที่เห็นบนป้ายรับเงินหน้าร้าน สองอย่างนี้หน้าตาต่างกันชัดเจน แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ามันถูกออกแบบมาเพื่องานคนละแบบกันตั้งแต่แรก

เรื่องบาร์โค้ด กับ QR Code จึงไม่ใช่คำถามว่าอันไหนดีกว่า แต่เป็นคำถามว่างานที่คุณจะทำต้องการอะไร

ต่างกันที่จำนวนมิติ ซึ่งลากไปหาทุกอย่างที่เหลือ

บาร์โค้ดเก็บข้อมูลด้วยความหนาบางของแถบในแนวนอนแนวเดียว เครื่องอ่านกวาดผ่านเส้นเดียวก็ได้ข้อมูลครบ ข้อมูลจึงอยู่ในมิติเดียว เรียกกันว่ารหัสหนึ่งมิติ

QR Code เก็บข้อมูลเป็นตารางจุดทั้งแนวนอนและแนวตั้ง เครื่องอ่านต้องเห็นทั้งภาพถึงจะถอดออกได้ เรียกว่ารหัสสองมิติ

ความต่างข้อเดียวนี้ลากไปหาทุกอย่างที่เหลือ พื้นที่กระดาษเท่ากัน แบบสองมิติเก็บข้อมูลได้มากกว่าหลายร้อยเท่า และเพราะมันมีสี่เหลี่ยมสำหรับระบุตำแหน่งอยู่สามมุม กล้องจึงรู้ว่าภาพเอียงไปกี่องศาแล้วหมุนกลับให้เองได้ ต่างจากบาร์โค้ดที่ต้องยิงให้ตั้งฉากกับแถบพอสมควร

บาร์โค้ด EAN-13 ที่มีเส้นกวาดอ่านแนวนอน เทียบกับ QR Code ที่เก็บลิงก์บทความ

บาร์โค้ดทางซ้ายใช้เลขตัวอย่างที่ขึ้นต้นด้วย 200 ซึ่งเป็นช่วงที่สงวนไว้ใช้ภายในร้าน จึงไม่ตรงกับสินค้าจริงชิ้นไหน เส้นสีแดงคือแนวที่เครื่องยิงกวาดผ่าน ส่วน QR ทางขวาเก็บลิงก์ของบทความนี้ทั้งเส้น ลองสแกนดูได้

ตารางเทียบข้อที่ใช้ตัดสินใจจริง

หัวข้อ บาร์โค้ด (EAN-13) QR Code
เก็บข้อมูลได้ 13 หลัก ตัวเลขราว 7,000 หลัก หรือตัวอักษรอังกฤษราว 4,300 ตัว
เก็บอะไรไว้ข้างใน รหัสอ้างอิง ต้องมีฐานข้อมูลแปลว่าคืออะไร ข้อมูลจริง เช่น ลิงก์ ข้อความ รหัส WiFi
ทิศทางที่อ่านได้ ต้องเกือบตั้งฉากกับแถบ หมุนกี่องศาก็อ่านได้
ทนความเสียหาย มีแค่หลักตรวจสอบ ขาดแถบเดียวก็อ่านไม่ออก กู้คืนได้ราวหนึ่งในสี่ของพื้นที่
เครื่องที่อ่านได้ เครื่องยิงเลเซอร์และกล้อง เฉพาะกล้อง รวมถึงมือถือทุกเครื่อง
ต้องขอเลขจากใคร ต้องขอจาก GS1 ถ้าจะขายนอกร้านตัวเอง ไม่ต้องขอใคร สร้างเองได้เลย
ลูกค้าอ่านเองได้ไหม ไม่ได้ ต้องมีเครื่องของร้าน ได้ ใช้มือถือตัวเองสแกน

แถวสุดท้ายคือแถวที่เปลี่ยนวิธีคิดของร้านมากที่สุด บาร์โค้ดเป็นเครื่องมือที่ร้านใช้กับตัวเอง ส่วน QR Code เป็นเครื่องมือที่ร้านยื่นให้ลูกค้าใช้

บาร์โค้ดยังจำเป็นตรงไหน

บาร์โค้ดไม่ได้ล้าสมัย มันแค่ทำงานคนละอย่าง และในงานของมันยังไม่มีอะไรมาแทนได้

ระบบขายหน้าร้าน ที่ต้องยิงสินค้าทีละชิ้นให้เร็วที่สุด เครื่องยิงเลเซอร์อ่านบาร์โค้ดได้แม้ในมุมที่กล้องยังโฟกัสไม่ทัน พนักงานกวาดผ่านเฉียงๆ ก็ติด งานแคชเชียร์ที่ต้องทำวันละหลายร้อยครั้งจึงยังใช้แบบนี้

สินค้าที่จะส่งเข้าห้างหรือร้านสะดวกซื้อ เกือบทุกที่บังคับว่าต้องมีบาร์โค้ดมาตรฐานที่ลงทะเบียนแล้ว เพราะเลขต้องไม่ซ้ำกับสินค้าของใครในโลก ตรงนี้ตั้งเลขเองไม่ได้ ต้องสมัครกับ GS1 Thailand ซึ่งมีค่าสมัครและค่ารายปี ให้ถามอัตราล่าสุดกับเขาโดยตรงเพราะปรับเป็นระยะ

สต๊อกในคลัง ที่ต้องนับของเป็นหมื่นชิ้น บาร์โค้ดพิมพ์เล็กได้และพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์สติกเกอร์ความร้อนราคาถูกได้สบาย

ถ้าขายในร้านตัวเองอย่างเดียว ไม่ต้องไปขอเลขจากใคร ตั้งเลขเองแล้วผูกกับระบบขายของร้านได้เลย เพราะเลขนั้นมีความหมายเฉพาะในระบบของคุณ

QR Code เหมาะกับงานแบบไหน

จุดแข็งของ QR คือมันเก็บข้อมูลจริงไว้ข้างในโดยไม่ต้องพึ่งฐานข้อมูลของใคร ลูกค้าสแกนแล้วได้ของทันที

งานที่ใช้ได้ผลกับร้านไทยและทำเองได้ฟรีจากหน้าแรกของเว็บนี้ ได้แก่ป้ายรับเงินพร้อมเพย์ ป้าย WiFi ให้ลูกค้าต่อเน็ตเอง QR เมนูบนโต๊ะ สติกเกอร์บนกล่องพัสดุที่พาลูกค้ากลับมาที่เพจ และนามบัตรที่สแกนแล้วบันทึกเบอร์ลงเครื่องได้เลย ตัวสร้างของเรารองรับสิบประเภท แต่ไม่มีบาร์โค้ด เพราะเป็นคนละมาตรฐานกันและต้องใช้เลขที่ลงทะเบียนถึงจะมีประโยชน์จริง

ภาพรวมว่าแต่ละประเภททำอะไรได้บ้างอยู่ในวิธีสร้าง QR Code ทีละขั้น ส่วนพื้นฐานว่าตัวรหัสทำงานยังไงอยู่ในQR Code คืออะไร ทำงานยังไง

ร้านเล็กควรเลือกอันไหน

ถามตัวเองสามข้อนี้แล้วจะได้คำตอบ

ใครเป็นคนสแกน ถ้าคำตอบคือพนักงานของคุณเอง ให้ใช้บาร์โค้ด ถ้าคำตอบคือลูกค้า ให้ใช้ QR เพราะลูกค้ามีแต่มือถือ ไม่มีเครื่องยิง

สแกนแล้วต้องได้อะไร ถ้าต้องการแค่รหัสเพื่อไปดึงราคาจากระบบร้าน บาร์โค้ดพอแล้ว ถ้าต้องการให้เปิดหน้าเว็บ ต่อ WiFi หรือจ่ายเงินได้เลย ต้องเป็น QR เพราะข้อมูลพวกนี้ยาวเกินกว่าบาร์โค้ดจะเก็บไหว

สินค้าจะไปวางที่ไหน ถ้าจะเข้าห้าง ต้องมีบาร์โค้ดมาตรฐานแน่นอน ถ้าขายออนไลน์และส่งพัสดุเอง บาร์โค้ดแทบไม่มีบทบาท

ติดทั้งสองอย่างบนฉลากเดียวกันได้

ร้านที่ขายทั้งหน้าร้านและออนไลน์นิยมทำแบบนี้ วางบาร์โค้ดไว้สำหรับแคชเชียร์ยิง แล้ววาง QR ไว้อีกมุมสำหรับลูกค้าที่อยากดูรายละเอียดสินค้า วิธีใช้ หรือกดสั่งซ้ำ

สิ่งที่ต้องระวังเมื่อวางคู่กันคือพื้นที่ ทั้งสองแบบต้องการขอบว่างรอบตัวเพื่อให้เครื่องอ่านจับขอบเจอ อย่าวางชิดกันจนขอบทับกัน และอย่าย่อ QR ให้เล็กกว่าที่ควรเพราะพื้นที่ไม่พอ ถ้าฉลากเล็กมากจนใส่ไม่ไหวทั้งคู่ ให้เลือกอย่างเดียวตามคำถามสามข้อข้างบน

ขนาดขั้นต่ำที่ยังสแกนติดขึ้นกับระยะที่คนจะยืนสแกน ฉลากสินค้าที่ลูกค้าหยิบขึ้นมาดูใกล้ๆ ใช้ QR ราวสองถึงสามเซนติเมตรก็พอ แต่ถ้าเป็นป้ายบนชั้นวางที่ต้องยืนห่าง ต้องใหญ่ขึ้นตามสัดส่วน วิธีคิดเต็มๆ อยู่ในขนาด QR Code ที่ต้องพิมพ์ ใส่ระยะจริงลงในตัวคำนวณขนาด QR สำหรับพิมพ์ แล้วมันจะบอกทั้งเซนติเมตรและจำนวนพิกเซลที่ต้องส่งโรงพิมพ์

สรุปสั้นที่สุด

บาร์โค้ดคือรหัสอ้างอิงที่ร้านใช้กับระบบของตัวเอง QR Code คือข้อมูลจริงที่ร้านยื่นให้ลูกค้าสแกน ถ้ายังลังเลอยู่ ให้ดูว่ามือที่ถือเครื่องสแกนเป็นมือของใคร แล้วเลือกตามนั้น

คำถามที่พบบ่อย

บาร์โค้ดกับ QR Code ต่างกันยังไงแบบสั้นที่สุด

บาร์โค้ดเก็บข้อมูลในแนวนอนแนวเดียว จึงเก็บได้ราวสิบกว่าหลักและใช้เป็นรหัสอ้างอิงสินค้าเป็นหลัก ส่วน QR Code เก็บทั้งแนวนอนและแนวตั้ง เก็บได้หลายพันตัวอักษร จึงใส่ลิงก์ ข้อมูลรับเงิน หรือรหัส WiFi ลงไปตรงๆ ได้เลย

ติดบาร์โค้ดบนสินค้าเองได้ไหม ต้องขอเลขจากใคร

ถ้าจะขายในร้านตัวเองอย่างเดียว ตั้งเลขเองได้ เพราะเป็นเลขที่ใช้คู่กับระบบขายหน้าร้านของคุณเท่านั้น แต่ถ้าจะส่งเข้าห้างหรือร้านสะดวกซื้อ ต้องใช้เลขที่ลงทะเบียนกับ GS1 Thailand เพราะเลขต้องไม่ซ้ำกับสินค้าของใครในโลก ค่าสมัครและค่ารายปีให้สอบถามกับเขาโดยตรง

QR Code ใช้แทนบาร์โค้ดในระบบขายหน้าร้านได้ไหม

ได้ถ้าเครื่องอ่านของร้านเป็นแบบกล้อง แต่ถ้าเป็นเครื่องยิงเลเซอร์เส้นแดงแบบเก่าจะอ่าน QR ไม่ได้เลย เพราะมันกวาดได้แค่แนวเดียว ก่อนเปลี่ยนต้องดูก่อนว่าเครื่องอ่านที่ร้านใช้อยู่เป็นแบบไหน

ทำไมบาร์โค้ดที่เลอะนิดเดียวก็อ่านไม่ออก แต่ QR ที่มีโลโก้ทับยังอ่านได้

เพราะ QR Code มีข้อมูลสำรองสำหรับกู้คืนฝังอยู่ในตัว ทนการบดบังได้ราวหนึ่งในสี่ของพื้นที่เมื่อใช้ระดับ Q ส่วนบาร์โค้ดมีแค่หลักตรวจสอบหนึ่งหลักไว้กันอ่านผิด ไม่ได้มีข้อมูลสำรองไว้กู้คืนแถบที่หายไป

บทความที่เกี่ยวข้อง

  • เสาหลัก

    วิธีสร้าง QR Code ทีละขั้น ครบทุกแบบ ปี 2569

    สอนวิธีสร้าง QR Code ทีละขั้นครบทุกประเภท เลือกประเภทให้ตรงงาน ปรับดีไซน์ไม่ให้สแกนไม่ติด และขนาดที่ต้องพิมพ์จริง สำหรับมือใหม่

  • ความรู้ QR

    Dynamic QR กับ Static QR ต่างกันยังไง เลือกแบบไหนดี

    อธิบาย dynamic qr คือ อะไร ต่างจาก static QR ตรงไหน แก้ปลายทางทีหลังได้จริงไหม มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง และร้านที่ติดป้ายพร้อมเพย์หรือเมนูควรเลือกแบบไหน

  • ความรู้ QR

    ระวัง QR Code หลอกโอนเงิน (quishing) สังเกตยังไง

    QR Code หลอกโอนเงิน หรือ quishing คือการปลอมป้าย QR รับเงินให้โอนผิดบัญชี สอนสังเกตป้ายที่ถูกสลับ ตรวจชื่อบัญชีก่อนกดโอน และวิธีรับมือถ้าเผลอโอนไปแล้ว

  • ความรู้ QR

    QR Code สแกนไม่ได้ เกิดจากอะไร แก้ยังไง

    รวมสาเหตุที่ QR Code สแกนไม่ได้ ตั้งแต่คอนทราสต์สีต่ำ พิมพ์เล็กเกินไป ขอบขาวหาย ไปจนถึงโลโก้ใหญ่เกินและข้อมูลยาวเกิน พร้อมวิธีไล่แก้ทีละข้อจนสแกนติด